วันเสาร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

ที่นี่บ้านเรา : ฟาร์มฝันเมื่อฉันกลับบ้าน (7 ก.พ. 61)

เกษตรทฤษฏีใหม่


ในทุกครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรตามพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศนั้นได้ทรงถามเกษตรกรและทอดพระเนตรพบสภาพปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการปลูกข้าวและเกิดแรงดลพระทัยอันเป็นแนวคิดขึ้นว่า ข้าวเป็นพืชที่แข็งแกร่งมาก หากได้น้ำเพียงพอจะสามารถเพิ่มเมล็ดข้าวได้มากยิ่งขึ้น  หากกักเก็บน้ำฝนที่ตกลงมาได้ นำมาใช้ในการเพาะปลูกก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวได้มากขึ้น  ในปัจจุบันการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่นับวันยากที่จะดำเนินการได้ เนื่องจากการขยายตัวของชุมชนและปริมาณที่ดินที่จำกัด  หากแต่ละครัวเรือนมีสระกักเก็บน้ำประจำไร่นา เมื่อรวมปริมาณกันก็ย่อมเท่ากับอ่างเก็บน้ำ แต่ค่าใช้จ่ายน้อยกว่า และเกิดประโยชน์มากกว่า น้ำที่เหลือจากการปลูกข้าวก็สามารถนำไปใช้ในการปลูกพืชไร่หลังนาและไม้ผลได้ตามแต่ละท้องถิ่น
เนื่องจากเกษตรกรสามารถใช้บริโภคและจำหน่ายได้ในตลาดท้องถิ่น  เช่น ปลูกข้าวโพดฝักสด การ เลี้ยงสุกรโดยใช้อาหารในพื้นที่  ส่วนมูลสุกรสามารถเป็นแหล่งอาหารของปลาที่เลี้ยงในสระน้ำ และเป็นปุ๋ยใส่ในต้นไม้ได้อีกด้วย ส่วนไม้ผลที่ปลูกในพื้นที่ ก็เป็นรายได้แหล่งใหญ่ เกษตรกรสามารถใช้ผลิตผลที่ได้จากท้องถิ่น มาใช้ในการดำรงชีพและขายเพิ่มรายได้ โดยลดการพึ่งพารายได้จากแหล่งอื่น

  • หัวใจสำคัญของทฤษฎีใหม่
“…ทฤษฎีใหม่ ยืดหยุ่นได้และต้องยืดหยุ่นเหมือนชีวิตของเราทุกคนต้องมียืดหยุ่น…”

 พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จังหวัดเพชรบุรี
หลักสำคัญของทฤษฎีใหม่นี้ คือการให้เกษตรกรมีความพอเพียงที่จะเลี้ยงตัวเองได้อย่างพอมีพอกิน ส่วนที่เหลือจึงจะนำออกขายเป็นรายได้ต่อไป และปัจจัยสำคัญในการผลิตของเกษตรกรก็คือ การมีแหล่งน้ำที่จะสามารถหล่อเลี้ยงพื้นที่การเกษตรนั้นๆ ได้ ทั้งนี้พระองค์ท่านได้ทรงคำนวณสูตรการใช้ประโยชน์พื้นที่ การจัดการแหล่งน้ำที่จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร โดยเฉพาะการประกอบอาชีพทางการเกษตรที่อาศัยน้ำฝนเป็นหลัก จะมีความเสี่ยงสูงมากในการขาดแคลนน้ำ กรณีฝนทิ้งช่วงและปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพอในฤดูปลูก โดยเฉพาะการทำนาจะทำให้ผลผลิตข้าว ไม่เพียงพอต่อการบริโภค
  • ขั้นที่ 1 ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น
มีเป้าหมายขั้นต้น คือ พึ่งตนเองให้ได้ ก้าวสู่ความเข้มแข็งด้วยการรวมกลุ่มชุมชน สร้างความร่วมมือในรูปแบบของสหกรณ์ เพื่อดูแลกันและกันในชุมชน สืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ในเกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นต้นนี้ มีแนวทางสำคัญในการการจัดสรรที่ดินการเกษตรและที่อยู่อาศัย โดยแบ่งพื้นที่ ออกเป็น ๔ ส่วน ตามอัตราส่วน ๓๐:๓๐:๓๐:๑๐ คือ
  • ส่วนที่ 1 แบ่งพื้นที่ร้อยละ 30 ขุดบ่อน้ำ ปลูกพืชน้ำ เช่น ผักบุ้งผักกระเฉด ทำเล้าสัตว์ บนสระน้ำ เลี้ยงปลา
  • ส่วนที่ 2 แบ่งพื้นที่ร้อยละ 30 ทำนา ปลูกข้าว
  • ส่วนที่ 3 แบ่งพื้นที่ร้อยละ 30 ปลูกพืชไร่ พืชสวน ไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ใช้สอย
  • ส่วนที่ 4 แบ่งพื้นที่ร้อยละ 10 บ้านพัก โรงเรือน โรงเพาะเห็ด ผักสวนครัว ไม้ประดับ กองฟาง กองปุ๋ยหมัก

  • ขั้นที่ 2 ทฤษฎีใหม่ขั้นกลาง
เมื่อเกษตรกรได้เริ่มต้นปฏิบัติตามเกษตรทฤษฎีใหม่ขั้นต้นแล้ว มีความพอเพียง มั่นคงในขั้นพื้นฐานระดับหนึ่งแล้ว ในขั้นตอนต่อมาเป็นเรื่องของการรวมกลุ่มเกษตรกรในรูปแบบต่างๆ เช่น กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ หรือวิสาหกิจ  ซึ่งการร่วมมือกันนี้ก็เพื่อสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับกลุ่มโดยรวม บนพื้นฐานของการไม่เบียดเบียนกัน การแบ่งปันช่วยเหลือกันตามกำลัง และความสามารถของตน ซึ่งจะทำให้ชุมชนโดยรวมเกิดความพอเพียงในวิถีปฏิบัติด้วย ร่วมแรงร่วมใจกันดำเนินการในด้าน

  • การผลิต เกษตรกรจะต้องร่วมมือในการผลิต โดยเริ่ม ตั้งแต่ขั้นเตรียมดิน การหาพันธุ์พืช ปุ๋ย การจัดหาน้ำ และอื่นๆ เพื่อการเพาะปลูก
  •  การตลาด  เมื่อมีผลผลิตแล้ว จะต้องเตรียมการต่างๆ เพื่อการขายผลผลิตให้ได้ประโยชน์สูงสุด เช่น การเตรียมลานตากข้าวร่วมกัน การจัดหายุ้งรวบรวมข้าว เตรียมหาเครื่องสีข้าว ตลอดจนการรวมกันขายผลผลิตให้ได้ราคาดีและลดค่าใช้จ่ายลงด้วย
  • ความเป็นอยู่ ในขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร โดยมีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต เช่น อาหารการกินต่าง ที่หาได้ในท้องถิ่น
  • สวัสดิการ แต่ละชุมชนควรมีสวัสดิภาพและบริการที่จำเป็น เช่น มีสถานีอนามัยเมื่อยามป่วยไข้ หรือมีกองทุนไว้กู้ยืมเพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน
  • การศึกษา ชุมชนควรมีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษา เช่น มีกองทุนเพื่อการศึกษาเล่าเรียนให้แก่เยาวชนของชุมชนเอง
  • สังคมและศาสนา ชุมชนควรเป็นที่รวมในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยว โดยกิจกรรมทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ว่าส่วนราชการ องค์กรเอกชน ตลอดจนสมาชิกในชุมชน
อย่างไรก็ตาม กิจกรรมทั้ง 6 ประการที่กล่าวข้างต้นนี้ จะประสบความสำเร็จได้ ไม่เพียงแต่เฉพาะเกษตรกร หรือคนในชุมชนเท่านั้นที่จะต้องเป็นผู้มีส่วนร่วม แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่ชุมชนจะต้องประสานไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานราชการ องค์กรเอกชน โรงเรียนและสถานศึกษา ประชาสังคม และสื่อมวลชน เพื่อเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินโครงการต่างๆ ร่วมกัน เพราะทุกคนล้วนเป็นสมาชิกของชุมชนหากแต่ทำหน้าที่และบทบาทต่างไป หากได้รับความร่วมมือร่วมใจจากทุกส่วนของสังคม การก้าวต่อไปยังขั้นที่ 3 ของทฤษฎีใหม่ก็กระทำได้ไม่ยาก

  • ขั้นที่ 3 ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า
  • กลุ่มเกษตรกรที่ได้ดำเนินการตามทฤษฎีใหม่ในขั้นกลาง ที่ประสบความสำเร็จเบื้องต้น อาจก้าวเข้าสู่ขั้นก้าวหน้า โดยการประสานความร่วมมือกับองค์กรอื่นๆ ในระดับประเทศ เพื่อยกระดับการทำธุรกิจ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร เช่น การมาช่วยเหลือในการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ ทั้งฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคารกับบริษัท จะได้รับประโยชน์ร่วมกัน กล่าวคือ
    • เกษตรกรขายข้าวได้ในราคาสูง (ไม่ถูกกดราคา)
    • ธนาคารกับบริษัทสามารถซื้อข้าวบริโภคในราคาต่ำ (ซื้อข้าวเปลือกตรงจากเกษตรกรและมาสีเอง)
    • เกษตรกรซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคได้ในราคาต่ำ เพราะรวมกันซื้อเป็นจำนวนมาก (เป็นร้านสหกรณ์ วิสาหกิจ ราคาขายส่ง)
    • ธนาคารกับบริษัทจะสามารถกระจายบุคลากร (เพื่อไปดำเนินการในกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดผลดียิ่งขึ้น)
    ตัวอย่างโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
    • โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่หนองหม้อ ตำบลหนองหม้อ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์
    • โครงการพัฒนาพื้นที่เกษตรน้ำฝน บ้านแดนสามัคคี ตำบลคุ้มเก่า อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์
    • โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ปากท่อ, โครงการพัฒนาที่ดินของมูลนิธิชัยพัฒนา ตำบลวันดาว อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี
    • โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ปักธงชัย หรือ ทฤษฎีใหม่บ้านฉัตรมงคล ตำบลปักธงชัยเหนือ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา
    • ขอบคุณข้อมูลจาก www.svgroup.co.th/เกษตรทฤษฏีใหม่

เชื้อราไตรโคเดอร์มา

ป้องกัน: โรคจากเชื้อราต่างๆ โรครากเน่า, โคนเน่า, โรคผลเน่า ของทุเรียน พริกไทย พืชตระกูลส้ม มะนาว มะละกอสับปะรด ยางพารา โรคต้นกล้าเน่ายุบตายในพืชตระกูลแตง พริก มะเขือ มะเขือเทศ มะละกอ ผักต่างๆ และไม้ดอกไม้ประดับ โรคใบจุด, โรคใบไหม้, โรคใบขีดสีน้ำตาล ในข้าวพันธุ์ต่างๆ






วิธีการใช้:

  • วิธีที่ 1 การผสมน้ำฉีดพ่น ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 50-100 กรัม (2-4 ช้อนแกง) ผสมน้ำ 20 ลิตร โดยกวนล้างสปอร์ในน้ำ 1-2 ลิตรก่อน จากนั้นกรองเอาเฉพาะน้ำสปอร์เทลงถังฉีดพ่นและเติมน้ำจนเต็ม 20 ลิตร ใช้ฉีดพ่นในแปลงกล้าบริเวณโคนต้นพืช และฉีดพ่นทางใบ ใช้ได้กับพืชชนิดที่แสดงอาการเป็นโรค
  • วิธีที่ 2 ใส่เชื้อลงในดิน โดยการผสมเชื้อราไตรโคเดอร์มากับรำละเอียด และปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายแล้วในอัตราส่วน เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1 กก. (2 ซอง) รำ 5 กก. และปุ๋ยอินทรีย์ 50 กก. นำเชื้อคลุกเคล้ากับรำให้เข้ากันดีก่อน แล้วจึงผสมกับปุ๋ยหมัก หากปุ๋ยหมักแห้งเกินไปให้พรมน้ำให้มีความชื้นพอประมาณ หลังจากผสมแล้วใช้ให้หมดภายใน 1 วัน ใช้ได้กับพืชทุกประเภท ดังนี้
    • ใช้กับวัสดุเพาะกล้า ส่วนผสมเชื้อ 1 ส่วน/ ดินเพาะกล้า 4 ส่วน
    • พืชไร่ พืชผัก เช่น คะน้า ผักกาด กะหล่ำปลี คื่นฉ่าย หอม กระเทียม พริก พืชตระกูลถั่ว พืชตระกูลแตง ใช้หว่านลงในแปลงก่อนหรือหลังปลูกใช้ส่วนผสมโรยบางๆ ให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูก
    • ไม้ผล หรือพืชที่ปลูกเป็นหลุม เช่น ทุเรียน ส้ม มะนาว ลำไย พริกไทย ฯลฯ ใช้รองก้นหลุม ใช้ส่วนผสม 300 – 500 กรัมต่อหลุม หรือ หว่านรอบโคนต้นและภายในทรงพุ่ม 50 – 100 กรัม โรยบางๆ ให้ครอบคลุมพื้นที่ใต้ทรงพุ่ม 1-2 ตารางเมตร หลังจากหว่านแล้วใช้วัสดุคลุมดิน (เช่น ฟางข้าว) หากไม่มีให้คราดหรือเกลี่ยดินกลบบางๆ เพื่อป้องกันแสงแดด หลังจากนั้นรดน้ำให้พอชุ่ม
    • ไม้ดอกไม้ประดับ เช่น โป๊ยเซียน กุหลาบ บอนสี เข็ม มะลิ ดาวเรือง เบญจมาศ ใช้เชื้อผสมโรยบางๆ ให้ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูก
  • วิธีที่ 3 การคลุกเมล็ด ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา 1-2 ช้อนแกง (10-20 กรัม) ต่อเมล็ดพืช 1 กก. โดยคลุกเคล้าให้เข้ากันในถุงอาจเติมน้ำเล็กน้อยเพื่อให้สปอร์ของเชื้อรา เคลือบติดบนผิวของเมล็ดพืชได้ดียิ่งขึ้น
น้ำหนักสุทธิ 500 กรัม
สนใจคลิกที่เพจนี้เลยจ้า https://www.facebook.com/Gorn4.0/
ขอบคุณข้อมูลจาก www.svgroup.co.th

เชื้อราเมธาไรเซียมผสมบิวเวอร์เรีย


เชื้อราเมธาไรเซียมผสมบิวเวอร์เรียใช้ป้องกันกำจัดหนอนและแมลง เช่น ด้วงหนวดยาว ด้วงมะพร้าว ปลวก เพลี้ยไฟ เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไก่แจ้ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ไรแดง แมลงหวี่ขาว หนอนกระทู้คอรวง หนอนกอข้าว หนอนใยผัก หนอนม้วนใบ หนอนหนังเหนียว และแมลงวันผลไม้
ส่วนผสม : เชื้อราเมธาไรเซียมบนเมล็ดข้าวอินทรีย์ ชนิดผงสปอร์ 50%
เชื้อราบิวเวอร์เรียบนเมล็ดข้าวอินทรีย์ ชนิดผงสปอร์ 50%

วิธีการใช้

1. สภาพอากาศแห้ง ควรทำการกระตุ้นเชื้อก่อนการฉีดพ่น โดยนำเชื้อ 50 กรัม ผสมน้ำ 1 ลิตร พักไว้ 4 ชั่วโมง หลังจากนั้นเติมน้ำอีก 20 ลิตร เติมสารจับใบ แล้วนำไปฉีดพ่นทุก 7-10 วัน
2. สภาพอากาศชื้น โดยนำเชื้อ 50 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร เติมสารจับใบ แล้วนำไปฉีดพ่นทุก 7-10 วัน
ฉีดพ่นให้ถูกตัวแมลงศัตรูพืชหรือบริเวณที่แมลงศัตรูพืชอาศัยอยู่ ควรฉีดพ่นช่วงเวลาเย็น เพราะสภาพอากาศเหมาะต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา
แมลงศัตรูพืชใดที่บิวเวอร์เรียจัดการได้บ้าง





คำแนะนำเพิ่มเติม
1. ฉีดซ้ำได้บ่อยตามต้องการ เชื้อราจะส่งผลต่อแมลงหลังจากฉีดพ่นแล้วประมาณ 3-5 วัน
2. หากต้องการกำจัดหนอนอย่างมีประสิทธิภาพควรใช้รวมกับเชื้อบีที
3. ไม่ควรนำฉีดผสมกับเชื้อ บีเอส (Bacillus subtilis) เนื่องจากเป็นเชื้อปฎิปักษ์
4. ไม่ควรฉีดพ่นในใบหม่อนเลี้ยงไหม
5. ควรฉีดพ่นขณะที่แมลงศัตรูพืชยังไม่ระบาด หรือระบาดเล็กน้อย เพื่อตัดวงจรของแมลงศัตรูพืชไม่ให้ระบาดรุนแรงในอนาคต
6. ควรฉีดให้โดนตัวแมลงศัตรูพืชจะเป็นผลดี
การเก็บรักษา
การเก็บรักษาเมธาไรเซียมผสมเชื้อราบิวเวอร์เรีย ให้เก็บในรูปสปอร์ผงแห้ง โดยเก็บไว้ในที่ร่ม อุณหภูมิปกติ ไม่ให้ถูกความชื้นและแสงแดด สามารถเก็บไว้ได้นานประมาณ 2 ปี
น้ำหนักสุทธิ 500 กรัม
 สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่ เพจนี้จ้า https://www.facebook.com/Gorn4.0/
ขอบคุณข้อมูลจาก www.svgroup.co.th

วันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2559

เราอยู่ด้วยอาหาร ฉะนั้นการกินอาหารก็ต้องปลอดภัย และต้องมาจากเกษตรอินทรีย์ที่ปลอดภัย

ปลอดภัยไร้สารพิษ ด้วยเกษตรอินทรีย์
เรามีชีวิตอยู่ด้วยอาหาร การเจ็บป่วยที่กิดขึ้น ก็มาจากการใช้ชีวิตในการทานอาหารที่ไม่ปลอดภัย ในการที่จะหลีกเลี่ยงภัยที่มาจากอาหารที่มีสารปนเปื้อนนั้น เราก็ควรที่จะเลือกทานอาหารที่มาจากการปลูกหรือควบคุมคุณภาพด้วยธรรมชาติเท่านั้น 
ในเมืองไทยนับว่า เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์มากที่นึงในโลก เรามีทรัพยากรมากมายอยู่ในประเทศไทย และอาชีพเกษตรกรก็เป็นอาชีพหลักของไทย ซึ่งเราปลูกเพื่อเป็นแหล่งอาหารเลี้ยงปากท้องของคนไทย และยังใช้ในการส่งออกเพื่อนำรายได้เข้าสู่ประเทศไทย นับแสนล้านบาทต่อปี ต่างประเทศยกย่องให้เราเป็นประเทศแห่งเกษตรที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยผลผลิตที่มีคุณภาพ ชั้นเลิศ ในอดีตการปลูกพืชเพื่อการค้านั้นจะใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีกันมาก นั้นคือสาเหตุของการเจ็บป่วยของผู้บริโภค เป็นสาเหตุของดินที่เสื่อม เป็นสาเหตุของน้ำเสีย เป็นสาเหตุที่ทำให้ฝนไม่ตกตามฤดูกาล 

แต่ในปัจจุบันการทำเกษตรยุคใหม่กำลังจะเกิดขึ้น เมื่อผู้บริโภคหันมาใส่ใจกับสุขภาพมากขึ้น หันมาทานอาหารที่มาจากการเกษตรที่ไร้สารพิษ ทำให้เกษตรกรต้องปรับตัวให้เข้ากับผู้บริโภคให้ได้ 
และในปัจจุบัน การทำเกษตรได้นำเอาเทคโนโลยีใหม่เข้ามาร่วมในการทำเกษตร ให้ผลผลิตที่มากขึ้น โดยต้องไม่พึ่งพาสารเคมีเลย 


แนวคิดพื้นฐานของเกษตรอินทรีย์

แนวคิดพื้นฐานของเกษตรอินทรีย์คือ การทำการเกษตรแบบองค์รวม ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากระบบเกษตรแผนใหม่ที่มุ่งเน้นการใช้ปัจจัยการผลิต ต่างๆ เพื่อเพิ่มผลผลิตเฉพาะพืชที่ปลูก ซึ่งเป็นแนวคิดแบบแยกส่วน เพราะให้ความสนใจเฉพาะแต่ผลผลิตของพืชหลักที่ปลูก โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อทรัพยากรการเกษตรหรือนิเวศการเกษตร สำหรับเกษตรอินทรีย์ซึ่งเป็นการเกษตรแบบองค์รวมจะให้ความสำคัญกับการ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน, การรักษาแหล่งน้ำให้สะอาด และการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของฟาร์ม ทั้งนี้เพราะแนวทางเกษตรอินทรีย์อาศัยกลไกและกระบวนการของระบบนิเวศในการทำ การผลิต
จากเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เกษตรอินทรีย์จึงปฏิเสธการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและปุ๋ยเคมี เนื่องจากสารเคมีการเกษตรเหล่านี้มีผลกระทบต่อกลไกและกระบวนการของระบบนิเวศ นอกเหนือจากการปฏิเสธการใช้สารเคมีการเกษตรแล้ว เกษตรอินทรีย์ยังให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลของวงจรของธาตุอาหาร, การประหยัดพลังงาน, การอนุรักษ์ระบบนิเวศการเกษตร และการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งถือได้ว่าเกษตรอินทรีย์เป็นการบริหารจัดการฟาร์มเชิงบวก (positive management) และการจัดการเชิงบวกนี้เองที่ทำให้เกษตรอินทรีย์แตกต่างอย่างสำคัญจากการ เกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีแบบปล่อยปะละเลย (ที่มักอ้างว่า เป็นการเกษตรตามแบบธรรมชาติ) หรือเกษตรปลอดสารเคมีและเกษตรไร้สารพิษที่เฟื่องฟูในบ้านเรามานานหลายปี
เนื่องจากเกษตรอินทรีย์เป็นการเกษตรที่ให้ความสำคัญกับการ ทำฟาร์มเชิงสร้างสรรค์ (เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศการเกษตรในไร่นา) ดังนั้นเกษตรกรที่หันมาทำเกษตรอินทรีย์จึงจำเป็นต้องพัฒนาการเรียนรู้เกี่ยว กับธรรมชาติและการบริหารจัดการฟาร์มของตนเพิ่มขึ้นด้วย ผลที่ตามมาก็คือเกษตรอินทรีย์จึงเป็นแนวทางการเกษตรที่ตั้งอยู่บนกระบวนการ แห่งการเรียนรู้และภูมิปัญญา เพราะเกษตรกรต้องสังเกต, ศึกษา, วิเคราะห์-สังเคราะห์ และสรุปบทเรียนเกี่ยวกับการทำการเกษตรของฟาร์มตนเอง ซึ่งจะมีเงื่อนไขทั้งทางกายภาพ (เช่น ลักษณะของดิน ภูมิอากาศ และภูมินิเวศ) รวมถึงเศรษฐกิจ-สังคมที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น เพื่อคัดสรรและพัฒนาแนวทางเกษตรอินทรีย์ที่เฉพาะและเหมาะสมกับฟาร์มของ ตัวเองอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ เกษตรอินทรีย์ยังให้ความสำคัญกับเกษตรกรผู้ผลิตและชุมชนท้องถิ่น เกษตรอินทรีย์มุ่งหวังที่จะสร้างความมั่นคงในการทำการเกษตรสำหรับเกษตรกร ตลอดจนอนุรักษ์และฟื้นฟูวิถีชีวิตของชุมชนเกษตรกรรม วิถีการผลิตของเกษตรอินทรีย์เป็นวิถีการผลิตที่เกษตรกรต้องอ่อนน้อมและ เรียนรู้ในการดัดแปลงการผลิตของตนให้เข้ากับวิถีธรรมชาติ อาศัยกลไกธรรมชาติเพื่อทำการเกษตร ดังนั้นวิถีการผลิตเกษตรอินทรีย์จึงเป็นวิถีแห่งการเคารพและพึ่งพิงธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกลมกลืนกับวิถีชีวิตของชุมชนเกษตรพื้นบ้านของสังคมไทย
แต่ในขณะเดียวกัน เกษตรอินทรีย์ก็ไม่ได้ปฏิเสธการผลิตเพื่อการค้า เพราะตระหนักว่าครอบครัวเกษตรกรส่วนใหญ่จำเป็นต้องพึ่งพาการจำหน่ายผลผลิต เพื่อเป็นรายได้ในการดำรงชีพ ขบวนการเกษตรอินทรีย์พยายามส่งเสริมการทำการตลาดผลผลิตเกษตรอินทรีย์ทั้งใน ระดับท้องถิ่น ประเทศ และระหว่างประเทศ โดยการตลาดท้องถิ่นอาจมีรูปแบบที่หลากหลายตามแต่เงื่อนไขทางสภาพเศรษฐกิจและ สังคมของท้องถิ่นนั้น เช่น ระบบชุมชนสนับสนุนการเกษตร (Community Support Agriculture - CSA) หรือระบบอื่นๆ ที่มีหลักการในลักษณะเดียวกัน ส่วนตลาดที่ห่างไกลออกไปจากผู้ผลิต ขบวนการเกษตรอินทรีย์ได้พยายามพัฒนามาตรฐานการผลิตและระบบการตรวจสอบรับรอง ที่สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้ว่า ทุกขั้นตอนของการผลิต แปรรูป และการจัดการนั้นเป็นการทำงานที่พยายามอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ตลอดจนรักษาคุณภาพของผลผลิตให้เป็นธรรมชาติเดิมมากที่สุด
จากแนวคิดหลักพื้นฐานของเกษตรอินทรีย์ ที่มุ่งเน้นการทำการเกษตรที่อนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม แนวทางปฏิบัติของเกษตรอินทรีย์จึงเน้นการผลิตความสอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ โดยการประยุกต์ปรับใช้กลไกนิเวศธรรมชาติสำหรับการทำเกษตร ที่สำคัญได้แก่ การหมุนเวียนธาตุอาหาร, การสร้างความอุดมสมบูรณ์ของดิน, ความสัมพันธ์แบบสมดุลของสิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย, การอนุรักษ์และฟื้นฟูนิเวศการเกษตร
ขอขอบคุณข้อมูลเริ่มต้นดีๆจาก http://www.greennet.or.th/